วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
1.ชื่อผลงาน
พาคิดพาทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้วยชุดฝึกอบรมหลักสูตรสถานศึกษา
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
2. ชื่อเจ้าของผลงาน
นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
3. เกริ่นนำ
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 และกำหนดให้ทุกโรงเรียนได้เริ่มใช้หลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในปีการศึกษา 2553 ทุกโรงเรียน
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 จึงได้จัดทำเอกสารชุดฝึกอบรมหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วยเอกสารอบรม จำนวน 8 เล่ม ได้แก่
เล่มที่ 1 : หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เล่มที่ 2 : การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
เล่มที่ 3 : การจัดทำกรอบสาระหลักสูตรระดับท้องถิ่น
เล่มที่ 4 : ระเบียบและการจัดทำว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียน
ของสถานศึกษา
เล่มที่ 5 : การวัดและประเมินผลการเรียนระดับสถานศึกษา
เล่มที่ 6 : การวัดและประเมินผลการเรียนระดับชั้นเรียน
เล่มที่ 7 : เอกสารหลักฐานการศึกษาของสถานศึกษา ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เล่มที่ 8 : การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในชั้นเรียน
เพื่อใช้ประกอบการอบรมครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ให้สามารถจัดทำและมีหลักสูตรสถานศึกษา สามารถนำไปใช้ในปีการศึกษา 2553
4. ผลสำเร็จ
4.1 ได้จัดอบรมโรงเรียนในสังกัด 11 ศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพการศึกษาพื้นที่
4.2 จำนวนโรงเรียน 174 โรงเรียน
4.3 จำนวน ครู 1392 คน
4.4 ระดมเงินทุนโดยใช้งบประมาณจากศูนย์ฯ ทั้ง 11 ศูนย์และอีก 1 กลุ่มมัธยมเป็นค่าใช้จ่ายในการอบรม จำนวน 3 วัน โดยเฉลี่ยศูนย์ละ ประมาณ 40,000 บาท
4.5 สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 ได้สนับสนุนวิทยากรและเอกสารชุดฝึกอบรมต้นฉบับ และศูนย์ดำเนินการขยายต้นฉบับเป็นเอกสารประกอบการอบรม 1 ชุด มี 8 เล่ม ให้สำหรับผู้เข้าอบรม
4.6 โรงเรียนในสังกัด ทุกโรงเรียนมีหลักสูตรสถานศึกษาของแต่ละโรงเรียนและประกาศใช้ได้ทันตามปีการศึกษา 2553 และมีโรงเรียนที่ได้รับการตรวจสอบองค์ประกอบหลักสูตรสถานศึกษา จำนวน 113 โรงเรียน และอยู่ในระดับที่ถูกต้อง เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียน และสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
4.7 ได้เอกสารประกอบการอบรมเป็นชุดฝึกอบรมหลักสูตรโรงเรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (1 ชุด ประกอบด้วย 8 เล่ม)
5. ผลการได้ยอมรับ
ศูนย์พัฒนาประสิทธิภาพการศึกษาพื้นที่ และกลุ่มมัธยมศึกษา ได้นำเอกสารชุดฝึกอบรมไปใช้ประกอบการการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรียนในสังกัดสามารถจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนตนเองได้ และมีความถูกต้องเหมาะสม จำนวน 113 โรงเรียน
6. กิจกรรมสำคัญ
กิจกรรมที่ 1 การกำหนดแนวทางการปฏิบัติในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีกรอบแนวทางปฏิบัติ โดยการจัดอบรมให้องค์ความรู้กับสถานศึกษาเกี่ยวกับการสร้างและพัฒนาหลักสูตร โดยใช้เอกสารชุดฝึกอบรมหลักสูตรโรงเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จำนวน 8 เล่ม ประกอบการอบรม 3 วัน โดยใช้วิธีการให้วิทยากรชี้นำองค์ความรู้เกี่ยวหลักการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา สาระท้องถิ่น ระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมิน การวัดและประเมินผล เอกสารหลักฐานการศึกษา และการนำหลักสูตรใช้ในชั้นเรียน และให้ศึกษาเอกสารประกอบขณะอบรมในรูปของกลุ่มศึกษา จับคู่ศึกษา ศึกษาเป็นรายบุคคล แล้วฝึกปฏิบัติตามกิจกรรมท้ายเล่ม และมอบภารกิจให้โรงเรียนไปจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้แล้วเสร็จและทันประกาศใช้ในปีการศึกษา 2553 เป็นต้นไป
กิจกรรมที่ 2 ดำเนินการสร้างและจัดทำเอกสารชุดฝึกอบรม หลักสูตรตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จำนวน 8 เล่ม ประกอบด้วย เล่มที่ 1 : หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มที่ 2 : การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา เล่มที่ 3 : การจัดทำกรอบสาระหลักสูตรระดับท้องท้องถิ่น เล่มที่ 4 : ระเบียบและกาจัดทำว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา เล่มที่ 5 : การวัดและประเมินผลการเรียนระดับสถานศึกษา เล่มที่ 6 : การวัดและประเมินผลการเรียนระดับสถานศึกษา เล่มที่ 7 : เอกสารหลักฐานการศึกษาของสถานศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เล่มที่ 8 : การนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในชั้นเรียน
สำหรับองค์ประกอบและโครงสร้างของเอกสารชุดฝึกอบรมของแต่ละเล่มประกอบด้วย เนื้อหาสาระตามประเด็นของเอกสารแต่ละเล่ม และกิจกรรมสร้างชิ้นงานของแต่ละเล่ม
กิจกรรมที่ 3 กิจกรมการอบม 3 วัน ระบุเนื้อหา
กิจกรรมที่ 4 ระบุวันเดือนจำนวนครู โรงเรียนอบรม ทั้ง 11 ศูยบ์และ 1 กลุ่ม
กิจกรรมที่ 5 การตรวจสอบหลักสุตรก่อนประกาศใช้
วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
พาคิดพาทำหลักสูตรสถานศึกษา ด้วยชุดฝึกอบรมหลักสูตรสถานศึกษา
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
เศรษฐศักดิ์ หนูทอง
กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
settasak
วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วิธีปฏิบัติที่ดีการขับเคลื่อนการคิด
วิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice)
กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
1. ชื่อผลงาน
การขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน
2. ชื่อเจ้าของผลงาน
นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
3. เกริ่นนำ
ความสามารถในการคิด เป็นกลไกสำคัญในการดำรงชีวิต การคิดเกิดจากการทำงานของสมอง ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาและเป็นไปตามธรรมชาติ ความสามารถในการคิดอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การพัฒนากระบวนการคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ ต้องการให้เกิดกับนักเรียนในระดับคุณภาพการคิดที่ดี นำไปสู่เป้าหมายที่มุ่งพัฒนาการคิดให้เป็นคน ดิดดี ทำดี คิดเป็น ทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 ได้กำหนดให้สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้ ฝึกทักษะกระบวนการคิด จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น ทำได้
“การคิด” และ “การสอนคิด” เป็นเรื่องที่จัดว่าสำคัญยิ่งในการจัดการศึกษา เพื่อให้ได้คุณภาพสูง ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาศึกษาและเน้นในเรื่องของการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านสติปัญญา คุณธรรมและการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ สำหรับประเทศไทย ได้กำหนดให้มีการคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ตั้งแต่ หลักสูตรการศึกษา 2521 จนถึงปัจจุบันเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดไว้ ในสมรรถหลัก 5 สมรรถนะ และ 1 ใน 5 สมรรถนะ เป็นสมรรถนะการคิด ด้วย กอร์ปกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียนเป็นกลยุทธ์หลักในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการพัฒนาการคิดให้กับนักเรียน จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน และได้นำร่องโรงเรียนแกนนำการขับเคลื่อนการคิดในระดับประถมศึกษา จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านนางั่ว โรงเรียนแกนนำการขับเคลื่อนการคิดในระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเนินพิทยาคม
4. ผลสำเร็จ
1. มีโรงเรียนแกนนำการสอนคิดในระดับชั้นเรียนทุกห้องเรียน
· โรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา
โรงเรียนบ้านนางั่ว
· โรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา
โรงเรียนเนินพิทยาคม
2. ครูผู้สอนทั้ง 2 โรงเรียนแกนนำมีการสอนคิดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้และวิชาที่ตนเองรับผิดชอบ โดยทุกวิชามีหน่วยการคิด วิชาละ 1 หน่วยการเรียนรู้
· หน่วยการสอนคิดของครูผู้สอนในโรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา ที่เป็น Good Practices การสอนคิดที่ดี ได้แก่ หน่วยการสอนคิดตัวเรา My Self การพิมพ์ภาพ ดินในท้องถิ่น เรามองเพื่อนบ้าน การคุณ อาหารดีมีคุณภาพ ระบบสุริยะ ดอกไม้สดสวย Food for health รูปสี่เหลี่ยม ปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยม ช้อนกลางสร้างสุขภาพ สนุกกับจินตนาการ มลพิษในชีวิตประจำวัน แสง(ไฟฟ้า) การใช้สาธารณสมบัติ The weather การผลิต นิทานพื้นบ้าน บรรยากาศรอบตัวเรา สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว การเปลี่ยนแปลงร่างกาย ฯ
· หน่วยการสอนคิดของครูผู้สอนในโรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา ที่เป็น Good Practices การสอนคิดที่ดี ได้แก่ หน่วยการสอนคิด บูรณาการการอ่านเรียน เขียน คิดแบบ GPAS เรียนการเขียนอ่านคำกลอน สอนเขียนเรื่องประทับใจ ใช้ประสบการณ์นำการเรียนรู้ ทรงปริซึมแสนกล เปรียบเทียบผลจำนวน ลำดับเรขาน่าฉงน ศึกษาสายใยอาหาร ปฏิบัติการศึกษาดอกไม้ การสำรวจชีวภาพ ผังความคิดการเคลื่อนที่ รัฐธรรมนูญดีของไทย เศรษฐกิจพอเพียงหล่อเลี้ยงชีวี ครูถามให้คิด ใช้ผังความคิดช่วยรู้ สะกิดด้วยข่าวและเหตุการณ์ ปฏิบัติให้เก่ง สานสัมพันธ์เครื่องดนตรีไทย กระบวนการกลุ่มสร้างงาน งานสร้างสรรค์ ลูกปัดกรอบพระแสนง่าย บ้านน่าอยู่ ค้นหาแหล่งสร้างโลโก้ เพลินใจไม้ตัดแปลง โครงงานเพลินใจ
สมุนไพรเพิ่มความรู้ Newsน่าเรียน
3. นักเรียนมีระดับการคิดอยู่ในเกณฑ์ที่พึงพอใจ
· ระดับคุณภาพการคิดของนักเรียนในโรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา
คุณภาพการคิดระดับดีมาก จำนวน 104 คน (24.59)
คุณภาพการคิดระดับดี จำนวน 188 คน (44.44)
คุณภาพการคิดระดับพอใช้ จำนวน 118 คน (27.90)
คุณภาพการคิดระดับปรับปรุง จำนวน 13 คน (3 .07)
· ระดับคุณภาพการคิดของนักเรียนในโรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา
คุณภาพการคิดระดับดีมาก จำนวน 285 คน (58.76)
คุณภาพการคิดระดับดี จำนวน 116 คน (23.92)
คุณภาพการคิดระดับพอใช้ จำนวน 51 คน (10.52)
คุณภาพการคิดระดับปรับปรุง จำนวน 33 คน (6.80)
5. ผลการได้ยอมรับ
1. โรงเรียนสามารถขยายผลมีเครือข่ายโรงเรียนการสอนคิด
2. ครูออกแบบแผนการสอนเพื่อยกระดับคุณภาพการคิด
3. ครูผู้สอนทีกลยุทธการสอนคิดของตนเองได้
4. นักเรียนคิดดี ทำดี อย่างแยบคายและมีสติ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
6. กิจกรรม/วิธีการ/ขั้นตอนสำคัญ
กิจกรรมที่ 1 รับรู้ กรอบแนวคิดการพัฒนาการคิดสำหรับนักเรียน โดย สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 รับรู้ และนโยบายจาก สพฐ. ได้กำหนดกรอบ แนวคิดการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดกระทำข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) การควบคุม กำกับตนเอง (Self – regulation) หรือคิดอย่างมีสติ จาก สพฐ. ซึ่งได้จากสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนผลงานการสอนคิด ประมวลเป็นยุทธศาสตร์ร่วมในการพัฒนาการคิด ด้านคุณภาพการคิดของนักเรียน คุณภาพการสอนของครู และการประเมินการคิดในห้องเรียน
กิจกรรมที่ 2 จุดประกายให้โรงเรียนและครู โดยบอกกล่าวเล่าสู่โรงเรียนและครูให้ฟัง พร้อมกำหนดเป้าหมายเป็นโรงเรียนแกนนำการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน โดยคำนึงผู้บริหารและครูในโรงเรียนมีความตระหนัก และโรงเรียนมีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการคิดในระดับโรงเรียนได้ และได้โรงเรียนบ้านนางั่ว เป็นโรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา และโรงเรียนเนินพิทยาคมเป็นโรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา
กิจกรรมที่ 3 พัฒนาต่อยอดกระบวนการคิดของนักเรียน โดยให้โรงเรียนแกนนำ เพื่อลงสู่การปฏิบัติให้เกิดกับผู้เรียน โดยอบรมผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน โดยวิธีการ ขั้นที่ 1 การพาทำ : วิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานนักเรียน ขั้นที่ 2 ลองทำ : ฝึกวิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานผู้เรียน ขั้นที่ 3 ครูทำเอง : วิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานนักเรียน ขั้นที่ 4 ร่วมกันเรียนรู้ : นำเสนอผลการวิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานผู้เรียนในโรงเรียน
กิจกรรมที่ 4 การขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน โดยครูผู้สอนได้สอดแทรกกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆในชั้นเรียนทุกรายวิชา โดยผ่านการเรียนการสอน เป็นหน่วยการสอนคิด อย่างน้อย 1 หน่วยการเรียนรู้ของครูทุกคนในโรงเรียนแกนนำทั้ง 2 โรงเรียน พัฒนาช่วยเหลือครูเป็นระบบการนิเทศเพื่อใช้ในการพัฒนาหน่วยการรู้การคิดโดยใช้ เทคนิควิธีการ Coaching ตามกระบวนการ Backward Design ได้ตรวจสอบแฟ้มการสอนคิดของครูผู้สอนก่อนนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนตามรายวิชาที่ครูผู้สอนรับผิดชอบ
กิจกรรมที่ 5 สร้างความเข้มแข็ง โดยการวิเคราะห์และพัฒนา เพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน แผนการการเรียนรู้ วิธีสอน การวัดและประเมินผลที่สะท้อนถึงการพัฒนาการคิดของนักเรียนและระบบรายงานความก้าวหน้า
กิจกรรมที่ 6 สร้างเครือข่ายครูสอนคิด โดยโรงเรียนแกนนำพัฒนาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน
คำสำคัญ (Keywords)
กระบวนการคิด
ทักษะการคิด
วันที่นำส่ง
5 พฤศจิกายน 2553
ผู้นำส่งความรู้
นายเสรษฐศักดิ์ หนูทอง
ศึกษานิเทศก์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
โทรศัพท์ 0850529764
E – mail : sornor.sakthong@gmail.com
กลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
1. ชื่อผลงาน
การขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน
2. ชื่อเจ้าของผลงาน
นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
3. เกริ่นนำ
ความสามารถในการคิด เป็นกลไกสำคัญในการดำรงชีวิต การคิดเกิดจากการทำงานของสมอง ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาและเป็นไปตามธรรมชาติ ความสามารถในการคิดอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ย่อมต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การพัฒนากระบวนการคิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ ต้องการให้เกิดกับนักเรียนในระดับคุณภาพการคิดที่ดี นำไปสู่เป้าหมายที่มุ่งพัฒนาการคิดให้เป็นคน ดิดดี ทำดี คิดเป็น ทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 24 ได้กำหนดให้สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้ ฝึกทักษะกระบวนการคิด จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น ทำได้
“การคิด” และ “การสอนคิด” เป็นเรื่องที่จัดว่าสำคัญยิ่งในการจัดการศึกษา เพื่อให้ได้คุณภาพสูง ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาศึกษาและเน้นในเรื่องของการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในทุกๆด้าน ทั้งทางด้านสติปัญญา คุณธรรมและการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ สำหรับประเทศไทย ได้กำหนดให้มีการคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ตั้งแต่ หลักสูตรการศึกษา 2521 จนถึงปัจจุบันเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดไว้ ในสมรรถหลัก 5 สมรรถนะ และ 1 ใน 5 สมรรถนะ เป็นสมรรถนะการคิด ด้วย กอร์ปกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนโยบายการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียนเป็นกลยุทธ์หลักในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการพัฒนาการคิดให้กับนักเรียน จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน และได้นำร่องโรงเรียนแกนนำการขับเคลื่อนการคิดในระดับประถมศึกษา จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านนางั่ว โรงเรียนแกนนำการขับเคลื่อนการคิดในระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนเนินพิทยาคม
4. ผลสำเร็จ
1. มีโรงเรียนแกนนำการสอนคิดในระดับชั้นเรียนทุกห้องเรียน
· โรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา
โรงเรียนบ้านนางั่ว
· โรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา
โรงเรียนเนินพิทยาคม
2. ครูผู้สอนทั้ง 2 โรงเรียนแกนนำมีการสอนคิดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้และวิชาที่ตนเองรับผิดชอบ โดยทุกวิชามีหน่วยการคิด วิชาละ 1 หน่วยการเรียนรู้
· หน่วยการสอนคิดของครูผู้สอนในโรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา ที่เป็น Good Practices การสอนคิดที่ดี ได้แก่ หน่วยการสอนคิดตัวเรา My Self การพิมพ์ภาพ ดินในท้องถิ่น เรามองเพื่อนบ้าน การคุณ อาหารดีมีคุณภาพ ระบบสุริยะ ดอกไม้สดสวย Food for health รูปสี่เหลี่ยม ปริมาตรของทรงสี่เหลี่ยม ช้อนกลางสร้างสุขภาพ สนุกกับจินตนาการ มลพิษในชีวิตประจำวัน แสง(ไฟฟ้า) การใช้สาธารณสมบัติ The weather การผลิต นิทานพื้นบ้าน บรรยากาศรอบตัวเรา สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว การเปลี่ยนแปลงร่างกาย ฯ
· หน่วยการสอนคิดของครูผู้สอนในโรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา ที่เป็น Good Practices การสอนคิดที่ดี ได้แก่ หน่วยการสอนคิด บูรณาการการอ่านเรียน เขียน คิดแบบ GPAS เรียนการเขียนอ่านคำกลอน สอนเขียนเรื่องประทับใจ ใช้ประสบการณ์นำการเรียนรู้ ทรงปริซึมแสนกล เปรียบเทียบผลจำนวน ลำดับเรขาน่าฉงน ศึกษาสายใยอาหาร ปฏิบัติการศึกษาดอกไม้ การสำรวจชีวภาพ ผังความคิดการเคลื่อนที่ รัฐธรรมนูญดีของไทย เศรษฐกิจพอเพียงหล่อเลี้ยงชีวี ครูถามให้คิด ใช้ผังความคิดช่วยรู้ สะกิดด้วยข่าวและเหตุการณ์ ปฏิบัติให้เก่ง สานสัมพันธ์เครื่องดนตรีไทย กระบวนการกลุ่มสร้างงาน งานสร้างสรรค์ ลูกปัดกรอบพระแสนง่าย บ้านน่าอยู่ ค้นหาแหล่งสร้างโลโก้ เพลินใจไม้ตัดแปลง โครงงานเพลินใจ
สมุนไพรเพิ่มความรู้ Newsน่าเรียน
3. นักเรียนมีระดับการคิดอยู่ในเกณฑ์ที่พึงพอใจ
· ระดับคุณภาพการคิดของนักเรียนในโรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา
คุณภาพการคิดระดับดีมาก จำนวน 104 คน (24.59)
คุณภาพการคิดระดับดี จำนวน 188 คน (44.44)
คุณภาพการคิดระดับพอใช้ จำนวน 118 คน (27.90)
คุณภาพการคิดระดับปรับปรุง จำนวน 13 คน (3 .07)
· ระดับคุณภาพการคิดของนักเรียนในโรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา
คุณภาพการคิดระดับดีมาก จำนวน 285 คน (58.76)
คุณภาพการคิดระดับดี จำนวน 116 คน (23.92)
คุณภาพการคิดระดับพอใช้ จำนวน 51 คน (10.52)
คุณภาพการคิดระดับปรับปรุง จำนวน 33 คน (6.80)
5. ผลการได้ยอมรับ
1. โรงเรียนสามารถขยายผลมีเครือข่ายโรงเรียนการสอนคิด
2. ครูออกแบบแผนการสอนเพื่อยกระดับคุณภาพการคิด
3. ครูผู้สอนทีกลยุทธการสอนคิดของตนเองได้
4. นักเรียนคิดดี ทำดี อย่างแยบคายและมีสติ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
6. กิจกรรม/วิธีการ/ขั้นตอนสำคัญ
กิจกรรมที่ 1 รับรู้ กรอบแนวคิดการพัฒนาการคิดสำหรับนักเรียน โดย สพป.เพชรบูรณ์ เขต 1 รับรู้ และนโยบายจาก สพฐ. ได้กำหนดกรอบ แนวคิดการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด ประกอบด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูล (Gathering) การจัดกระทำข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) การควบคุม กำกับตนเอง (Self – regulation) หรือคิดอย่างมีสติ จาก สพฐ. ซึ่งได้จากสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนผลงานการสอนคิด ประมวลเป็นยุทธศาสตร์ร่วมในการพัฒนาการคิด ด้านคุณภาพการคิดของนักเรียน คุณภาพการสอนของครู และการประเมินการคิดในห้องเรียน
กิจกรรมที่ 2 จุดประกายให้โรงเรียนและครู โดยบอกกล่าวเล่าสู่โรงเรียนและครูให้ฟัง พร้อมกำหนดเป้าหมายเป็นโรงเรียนแกนนำการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน โดยคำนึงผู้บริหารและครูในโรงเรียนมีความตระหนัก และโรงเรียนมีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนกระบวนการคิดในระดับโรงเรียนได้ และได้โรงเรียนบ้านนางั่ว เป็นโรงเรียนแกนนำระดับประถมศึกษา และโรงเรียนเนินพิทยาคมเป็นโรงเรียนแกนนำระดับมัธยมศึกษา
กิจกรรมที่ 3 พัฒนาต่อยอดกระบวนการคิดของนักเรียน โดยให้โรงเรียนแกนนำ เพื่อลงสู่การปฏิบัติให้เกิดกับผู้เรียน โดยอบรมผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน โดยวิธีการ ขั้นที่ 1 การพาทำ : วิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานนักเรียน ขั้นที่ 2 ลองทำ : ฝึกวิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานผู้เรียน ขั้นที่ 3 ครูทำเอง : วิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานนักเรียน ขั้นที่ 4 ร่วมกันเรียนรู้ : นำเสนอผลการวิเคราะห์ชิ้นงาน/ผลงานผู้เรียนในโรงเรียน
กิจกรรมที่ 4 การขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน โดยครูผู้สอนได้สอดแทรกกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาต่างๆในชั้นเรียนทุกรายวิชา โดยผ่านการเรียนการสอน เป็นหน่วยการสอนคิด อย่างน้อย 1 หน่วยการเรียนรู้ของครูทุกคนในโรงเรียนแกนนำทั้ง 2 โรงเรียน พัฒนาช่วยเหลือครูเป็นระบบการนิเทศเพื่อใช้ในการพัฒนาหน่วยการรู้การคิดโดยใช้ เทคนิควิธีการ Coaching ตามกระบวนการ Backward Design ได้ตรวจสอบแฟ้มการสอนคิดของครูผู้สอนก่อนนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนตามรายวิชาที่ครูผู้สอนรับผิดชอบ
กิจกรรมที่ 5 สร้างความเข้มแข็ง โดยการวิเคราะห์และพัฒนา เพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน แผนการการเรียนรู้ วิธีสอน การวัดและประเมินผลที่สะท้อนถึงการพัฒนาการคิดของนักเรียนและระบบรายงานความก้าวหน้า
กิจกรรมที่ 6 สร้างเครือข่ายครูสอนคิด โดยโรงเรียนแกนนำพัฒนาโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายการขับเคลื่อนการคิดสู่ห้องเรียน
คำสำคัญ (Keywords)
กระบวนการคิด
ทักษะการคิด
วันที่นำส่ง
5 พฤศจิกายน 2553
ผู้นำส่งความรู้
นายเสรษฐศักดิ์ หนูทอง
ศึกษานิเทศก์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
โทรศัพท์ 0850529764
E – mail : sornor.sakthong@gmail.com
งานวิจัยที่ได้จัดทำ
การประชุมทางวิชาการ กิจกรรมพัฒนาระบบนิเทศแนวใหม่
18 – 20 พฤศจิกายน 2553
ข้าพเจ้า นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
ตำแหน่งทางวิชาการ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
ตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โทรศัพท์ที่ทำงาน 056 – 721564 ต่อ 22
โทรสาร 056 - 737075
โทรศัพท์มือถือ 0850529764
อีเมล์ sornor.sakthong@gmail.com
ชื่อบทความ การสร้างและพัฒนาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
The Construction and Development of Guide for Doing Unit Plan
According to the core Curriculum BE 2551 for Pratomsuksa 3
Mathematics Teachers in Phetchabun Primary Education Office
Area 1
การสร้างและพัฒนาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
Mr. settasak Noothong
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ศึกษาประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ศึกษาความรู้ เข้าใจ ของครูผู้สอนจากการศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 คน และนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 96 คน ที่อยู่ในโรงเรียนบ้านนา โรงเรียนบ้านนางั่ว โรงเรียนบ้านโตก โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง
( Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้คือ คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนและหลัง การศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบแผนการวิจัย เป็นรูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design โดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าเฉลี่ย t – test แบบ Dependent Sample
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพ คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 85.45/82.42 อยู่ใน
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
2. ความรู้ เข้าใจ ของครูผู้สอนจากการศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนศึกษาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน
ที่กำหนดไว้
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกรายการอยู่ในระดับดีมาก และดี ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
The Construction and Development of Guide for Doing Unit Plan According to the core Curriculum BE 2551 for Pratomsuksa 3 Mathematics Teachers in Phetchabun Primary Education Office Area 1
Mr. settasak Noothong
Phetchabun Primary Education Office Area 1
Abstract
The purposes of this study were to construct guide for doing unit plan
to study teachers’ knowledge and understanding guide for doing unit plan, to study pratomsusa 3 students’ achievement and to study students’ satisfaction towards the instruction of unit plan : time of pratomsuksa 3.
The sample of this study were 15 pratomsuksa 3 mathematics teachers and 96 pratomsuksa 3 students in Banna school, Banna – ngua school, Bantok school and Ban Phoe – tong school. The samples were purposively sampled . The instruments using in this study were the guide for doing unit plan, pretest and posttest exams, unit plan : time, achievement test and questionaire for measuring students satisfaction towards pratomsuksa 3 unit plan : time. Research pattern was one group pretest – posttest design. The satistics used in this study were percentage, mean, standard diviation and t – test dependent.
The results of this research indicated that :
1. The efficiency of the guide for unit plan was 80/80 standard criteria concording the hypothesis.
2. The teachers’ knowledge and understanding from studying guide for doing unit plan was at the .01 significant level, concording the hypothesis.
3. The students learning achievement after learning the pratomsuksa 3 unit plan : time, was higher than before learning at the .01 statistical significant concording the hypothsis.
4. All of students’ satistaction items forwards the instruction of pratomsuksa 3 unit plan : time, were at the level of good and very good, concording the hypothesis.
บทนำ /Introduction
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เป็นแกนกลางของหลักสูตรสถานศึกษา และโรงเรียนได้นำไปปรับให้เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และโรงเรียนมีหน้าที่ในการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในระดับชั้นเรียนต่อไป ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ให้ทุกชั้นเรียนของทุกโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษาโดยเริ่มใช้ในปีการศึกษา 253 เป็นต้นไป กอร์ปกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการให้โรงเรียนในสังกัด ดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้ประกาศใช้ทั้งในโรงเรียนนำร่อง ประกอบด้วยโรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตร และโรงเรียนพร้อมใช้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 และโรงเรียนทั่วไป ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 และเพื่อให้การดำเนินงานนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นเรียนได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพ จึงได้จัดทำคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในระดับชั้นเรียนของโรงเรียนต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย/AIMS
1. เพื่อสร้างคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
3. เพื่อศึกษาความรู้ เข้าใจ ของครูผู้สอนจากการศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
4. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการวิจัย / Materials and methods
อุปกรณ์ (Materials)
1. คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
2. แบบทดสอบก่อน – หลัง การศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
3. หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
5. แบบทดสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย (Methods)
วิธีดำเนินการทดลองของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามกรอบแนวคิดในการสร้างและพัฒนา การทดลองใช้ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของการนำหลักสูตรไปใช้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของครูผู้สอนในระดับประถมศึกษา พบว่า สภาพปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นเรียน ครูผู้สอนยังมีปัญหาในกระบวนการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ยังไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจน ในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ จึงได้ทำ คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือครูผู้สอนได้รู้และเข้าใจในกระบวนการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สามารถจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในระดับชั้นเรียนได้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสภาพการนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นเรียน
ระยะที่ 2 กำหนดแนวทางการพัฒนา โดยวิจัยนำร่องโครงการวิจัยเรื่องการสร้างและพัฒนา คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ดังนี้
ดำเนินการสร้างเครื่องมือ ได้แก่
1. คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
2. แบบทดสอบวัดความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
3. หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องเวลา วิชาคณิตศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
5. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนจากหน่วยการ
เรียนรู้เรื่องเวลา
ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) คู่มือการการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2) หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องเวลา วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนจากหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ในด้านความเที่ยงตรง และความสอดคล้อง โดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ตรวจสอบ
ระยะที่ 4 วิธีดำเนินการทดลอง มีขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนในการดำเนินการทดลอง
1. กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 คน ที่เป็นกลุ่มทดลองการใช้คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และเมื่อได้จัดทำหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้นำไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 96 คน ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
2. เตรียมการทดลอง โดยแจ้งกลุ่มตัวอย่าง เข้ารับการฝึกอบรมตามกระบวนการ
ทดลองการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 9 – 13 สิงหาคม 2553
3. ดำเนินการทดลองขั้นที่ 1 กับครูผู้สอนที่เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจ และสามารถจัดทำหน่วยการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 หน่วยการเรียนรู้ และได้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design
4. ดำเนินการทดลองขั้นที่ 2 กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยได้นำหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไปใช้กับนักเรียน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเวลาของนักเรียน และความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนจากหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ได้นำไปใช้ทดลองกับนักเรียนในโรงเรียน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านนา นักเรียน จำนวน 12 คน โรงเรียนบ้านนางั่ว นักเรียน จำนวน 46 คน โรงเรียนบ้านโตก นักเรียน จำนวน 27 คน โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง นักเรียน จำนวน 11 คน รวมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้งหมด จำนวน 96 คน โดยใช้รูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างได้กำหนดเป็นกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าประกอบด้วย ครูผู้สอน กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 15 คน และนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังเรียนอยู่ในปีการศึกษา 2553 จำนวน 96 คน ซึ่งเป็นนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนบ้านนา โรงเรียนบ้านนางั่ว โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง โรงเรียนบ้านโตก
รูปแบบการทดลอง
การทดลองครั้งนี้ใช้รูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design ของล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2536)
ตาราง 1 แสดงรูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design
สัญลักษณ์ที่ใช้รูปแบบการทดลอง
แทน การทดสอบก่อนทดลอง
แทน การทดสอบหลังทดลอง
แทน การจัดกระทำกับกลุ่มทดลอง
ครูผู้สอน โดยให้การอบรมศึกษาเอกสารคู่มือ
การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ
และประสิทธิภาพของคู่มือ และการสร้างหน่วยการเรียนรู้
นักเรียน โดยได้เรียนรู้ จากหน่วยการเรียนรู้ที่ได้จัดสร้างขึ้น
เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียน
การสอนจากหน่วยการเรียนรู้
ระยะเวลาการทดลอง
ดำเนินการทดลองขั้นที่ 1 การนำไปใช้ของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ โดยฝึกอบรมครูผู้สอนคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 9 – 13 สิงหาคม 2553 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และได้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ดำเนินการทดลอง ขั้นที่ 2 การนำไปใช้ของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2553 ถึง วันที่ 3 กันยายน 2553 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา
เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง
เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองในขั้นที่ 1 ที่บรรจุไว้ในคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) หลักการ แนวคิดและจุดเน้นการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3) การออกแบบและจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2553
เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองในขั้นที่ 2 ที่บรรจุไว้ในหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1) การบอกเวลาเป็นนาฬิกาและนาที (ช่วง 5 นาที) 2) การเขียนบอกเวลาโดยใช้จุดและการอ่าน 3) ความสัมพันธ์ของหน่วยเวลา (นาทีกับชั่วโมง ชั่วโมงกับวัน วันกับสัปดาห์ วันกับเดือน เดือนกับปี วันกับปี) 4) โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเวลา 5) การอ่านและเขียนบันทึกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่ระบุเวลา
ผลการวิจัย/Results
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนด
2. ความรู้ เข้าใจของครูผู้สอน หลังศึกษาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษา 3 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า อยู่ในระดับดีมาก จำนวน 14 รายการ และระดับมาก จำนวน 6 รายการ จากทั้งหมด 20 รายการ ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานกำหนดไว้
สรุปและการอภิปรายผล/Conclusions and Discussion
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาผลการทดลอง โดยใช้คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งสรุปและอภิปรายผล ดังนี้
1. ประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีกระบวนการสร้างและพัฒนาที่เป็นระบบซึ่งสอดคล้องตามข้อเสนอแนะการสร้างและนวัตกรรม ซึ่ง คม ทองพูล (2536) ได้เสนอแนะไว้ว่า ในลักษณะการสร้างนวัตกรรมนั้น ควรแบ่งออกเป็นขั้นตอนใหญ่ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 วางแผน ขั้นที่ 2 ดำเนินการผลิต ขั้นที่ 3 ทดสอบและประเมินผล และสอดคล้องข้อเสนอแนะของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ (2535) ได้เสนอแนะไว้ว่า กระบวนการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการ 8 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาที่จะบรรจุไว้ในสื่อ 2) กำหนดเนื้อหาและลักษณะสื่อ 3) กำหนดโครงสร้างและองค์ประกอบของสื่อ เน้นความต่อเนื่องและลำดับ
การเรียนรู้ของเนื้อหา 4) ดำเนินการสร้าง 5) ตรวจสอบด้านเนื้อหาและรูปของสื่อ 6) ปรับปรุงพัฒนาโดยนำไปทดลองทั้งเป็นรายบุคคลลุกลุ่มย่อย 7) จัดพิมพ์ 8) นำไปทดลองใช้ จากข้อเสนอแนะดังกล่าว เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้นำกระบวนการการสร้างและพัฒนาไปใช้เป็นขั้นตอนการปฏิบัติ และดำเนินการสร้าง พัฒนาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ 1) ศึกษารูปแบบการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2) กำหนด เนื้อหาสาระ จัดลำดับเนื้อหา และลักษณะของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 3) สร้างคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 4) ตรวจสอบด้านเนื้อหาและรูปแบบของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 5) ปรับปรุงและพัฒนา 6) จัดพิมพ์ 7) การนำไปใช้และทดลองภาคสนาม จากการปฏิบัติตามขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้จึงทำให้คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ประการที่สอง เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา โดยนำคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับครูผู้สอนที่เป็นรายบุคคล และกลุ่มย่อย มีข้อมูลซึ่งเป็นผลจากการทดลองใช้มาปรับปรุงในเนื้อหาสาระและการนำเสนอของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษา ถ้อยคำ รูป แผนภูมิ ขั้นตอน ลำดับการนำเสนอเนื้อหาสาระ ขั้นการศึกษาเอกสาร ความซับซ้อนและจัดลำดับเนื้อหา โดยปรับให้สอดคล้องกับการนำไปใช้กับครูผู้สอนเป็นสำคัญ และได้เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ประการที่สาม เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีรูปแบบการศึกษาเอกสาร ตามโครงสร้างองค์ประกอบของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) ศึกษาแนวคิด 2) ศึกษาวัตถุประสงค์ 3) ศึกษาเนื้อหาสาระในหน่วยเนื้อตามที่กำหนดไว้เป็นตอนๆ ซึ่งกำหนดให้ศึกษาเป็นรายบุคคลและจับคู่หรือเป็นกลุ่มสนทนาซักถามซึ่งและกัน ตามประเด็นข้อคำถามของแบบฝึกทักษะ 4) ศึกษาสรุปบทเรียน 5) ทำแบบฝึกทักษะ และตรวจเฉลยด้วยตนเองพร้อมประเมินสภาพความสำเร็จของการศึกษาของแต่ละตอน จึงทำให้เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ความรู้ เข้าใจของครูผู้สอน หลังศึกษาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับ ฐานียา คล้ายทอง (2551) ได้ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องการเสริมสร้างความสนามฉันท์และสันติสุข สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนา เขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3 ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ เศรษฐศักดิ์ หนูทอง (2543) ได้ทำวิจัยเรื่องผลการใช้ชุดนิเทศทางไกลคณิตศาสตร์สำเร็จรูป กิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณของครูผู้สอน กลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนจากการศึกษาชุดนิเทศทางไกลคณิตศาสตร์สำเร็จรูปของครูผู้สอนคณิตศาสตร์สูงกว่าศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง สาระความรู้ที่บรรจุไว้ในเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ และเป็นกลุ่มย่อยๆ และจัดลำดับเนื้อหาที่มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ทำให้ง่ายต่อการศึกษา และเกิดการเรียนรู้ได้ดี ซึ่งหรรษา นิลวิเชียร และคณะ (2524) ได้กล่าวถึงลักษณะบทเรียนสำเร็จรูปที่ดีนั้นควรมีลำดับขั้นทีละเล็กทีละน้อยและเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี จึงทำให้คะแนนหลังศึกษาสุงกว่าก่อนศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
ประการที่สอง สาระความรู้ที่บรรจุไว้ในเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สามารถทำให้เกิดแนวคิดที่ได้จากการศึกษาได้จริง จึงทำให้คะแนนหลังศึกษาสูงกว่าศึกษาคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
ประการที่สาม ลักษณะการเรียนรู้ในเอกสารคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ นั้นเป็นการศึกษารายบุคคล ซึ่งมีการทดสอบก่อนศึกษา ศึกษาแนวคิด วัตถุประสงค์ และเนื้อหาสาระในเอกสาร สรุปบทเรียนและทำแบบฝึกทักษะ และประเมินตนเอง และมีการสนทนากลุ่มตามประเด็นที่กำหนดในแบบฝึกทักษะ และเป็นกลุ่มทำกิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติสร้างชิ้นงาน เป็นขั้นตอนการสร้างหน่วยการเรียนรู้ มีกิจกรรมทักษะปฏิบัติที่ 1 – 6 ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 จัดทำโครงสร้างรายวิชา กิจกรรมที่ 2 วิเคราะห์แกนความรู้/ความคิดหลักกับกลุ่มตัวชี้วัด ตามโครงสร้างรายวิชา กิจกรรมที่ 3 วิเคราะห์ตามตัวชี้วัดว่าผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้ เพื่อกำหนดเป็นความคิดและสาระสำคัญ/ความคิดรวบยอดของหน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 4 วิเคราะห์ตามตัวชี้วัดว่าผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้และนำไปสู่สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมที่ 5 การวางแผนจัดทำหน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 6 การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ หลังจากนั้นจึงได้ทดสอบหลังศึกษาเอกสารคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ทำให้ครูผู้สอนได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติจริงการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ทำให้ครูผู้สอนมีโอกาสศึกษาย้อนกลับไป – กลับมา ในขณะจับคู่สนทนา และจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มความกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้นจนสามารถจัดทำชิ้นงานเป็นหน่วยการเรียนรู้ได้ และ สอดคล้องกับ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533) ได้กล่าวว่า หลักการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป จะเริ่มนำเสนอให้ผู้เรียนปะทะกับสิ่งเร้าอันได้แก่ พวกมวลความรู้ และมีการถามเพื่อให้ตอบสนองจากผู้เรียนในการเรียนรู้นั้นๆ ว่าผู้เรียนมีการเรียนรู้จากสิ่งเร้าแล้วหรือยัง ซึ่งจะได้จากการทดลองตอบสนองที่ถูกต้องว่ามีการเรียนรู้แล้ว ถ้าตอบผิดแสดงว่าการเรียนรู้ยังไม่บรรจุผล ลักษณะแบบนี้ยืนยันผลแห่งความรู้ หรือข้อมูลย้อนกลับ ซึ่ง จะเป็น การจัดลำดับ บทเรียน หรือสิ่งเร้านั้น จากง่ายไปหายาก เป็นมวลความรู้ย่อยๆ ต่อกันไปเรื่อยๆ จนจบมวลประสบการณ์ที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้นั่นเอง ด้วยลักษณะดังกล่าว จึงทำให้คะแนนหลักศึกษาเอกสารคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้สุงกว่าศึกษาคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษา 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฐานียา คล้ายทอง (2551) ได้ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องการเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติสุข สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนา เขตพื้นที่การศึกษาสงขาล เขต 3 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนหลักสูตรท้องถิ่นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องการเสริมความสมานฉันท์และสันติสุขสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และงานวิจัยของ เศรษฐศักดิ์ หนูทอง (2542) ได้ทำวิจัยเรื่อง การสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งเรื่องการบวกและลบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง กิจกรรมในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ได้มีกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่มีรูปแบบและแบบแผนการแก้ปัญหา ตามขั้นตอนการคิดแก้ปัญหา และมีลำดับขั้นตอนตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้องเหมาะสมการจัดลำดับเนื้อการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับสถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตามคู่มือครูคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ประการที่สอง การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งนำไปใช้จัดทำเป็นแผนการจัดการเรียนรู้มีเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นไปตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ตามผลการวิเคราะห์ตามโครงสร้างรายวิชาเพื่อนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์ว่าผู้เรียนรู้อะไร ทำอะไร ของตัวชี้วัดแต่ละตัว ไปสู่กิจกรรมการเรียนรู้และปฏิบัติการสร้างชิ้นงานของแต่ละบทเรียน และจัดบทเรียนเป็นไปตามลำดับเนื้อหาการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จากลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ประการที่สาม กิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนย่อยๆและต่อเนื่องสัมพันธ์กันตลอด ประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 ส่วนประกอบของนาฬิกา กิจกรรมที่ 2 การบอกเวลาจากหน้าปัดนาฬิกา กิจกรรมที่ 3 การอ่าน/เขียนเวลา กิจกรรมที่ 4 การบันทึกเหตุการณ์ กิจกรรมที่ 5 ความสัมพันธ์ของหน่วยเวลา จึงทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้ และไม่สับสนในการคิดแก้ปัญหาและง่ายต่อการทำความเข้าใจ จากลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า อยู่ในระดับดีมาก จำนวน 14 รายการ และระดับมาก จำนวน 6 รายการ จากทั้งหมด 20 รายการ ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานกำหนดไว้
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง อาจเป็นเพราะว่าครูผู้สอนเป็นผู้วิเคราะห์และจัดทำหน่วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถจัดลำดับเนื้อหาประกอบการสอนได้อย่างเป็นขั้นตอนเนื่องอย่างดี และทำให้มองเห็นภาพการเรียนการสอนตลอดแนว ส่งผลให้ครูผู้สอนมีความตั้งใจ กระตือรือร้น และมีอารมณ์ที่ดี การนำเสนอภาษาถ้อยคำทางคณิตศาสตร์ เหมาะสม เป้นอย่างดี จึงทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุดและมาก เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
ประการที่สอง อาจเป็นเพราะว่า ด้านเรียนการสอนในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ครูผู้สอน มีเทคนิค วิธีการ ในด้านการถ่ายทอดเนื้อหาสาระ การจัดลำดับ ขั้นตอนเนื้อหา เป็นอย่างดี ทำง่ายต่อการเรียนรู้ รวมทั้งกำหนดให้นักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องเวลา ฝึกปฏิบัติจริงการเวลา ส่งผลให้นักเรียนมีความสำเร็จในการเรียนเป้นอย่างดี จึงทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและมาก เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
ประการที่สาม อาจเป็นเพราะว่า บรรยากาศการเรียนการสอน ครูผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวครูผู้สอน และนักเรียนกับนักเรียน ที่เอื้อกูลส่งผลการเรียนรู้ร่วมกันเป็นอย่างดี และกิจกรรมการเรียนครูผู้สอนให้นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติมในบทเรียน ส่งผลให้นักเรียนพึงพอใจ จึงทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและมากเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
ประการที่สี่ อาจเป็นเพราะว่า สื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนรู้ในครั้งนี้ ครูผู้สอนได้นำมาใช้ประกอบเป็นสื่ออุปกรณ์ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติได้จริงมีความสนุกสนานเกี่ยวกับการเรียนเรื่องของเวลา และสอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียน จึงทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและมากเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
เอกสารอ้างอิง/References
การประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์. (2535). การพัฒนาและผลการใช้ชุดนิเทศทางไกล
คณิตศาสตร์สำเร็จรูป เพชรบูรณ์ : หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดเพชรบูรณ์.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2552) เอกสารประกอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม
สหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย จำกัด.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2549) เอกสารแนวทางการดำเนินงานปฏิรูปการเรียนการสอน
ตามเจตนารมณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ"2549"ปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน
แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2547) เรียนรู้บูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2548) การจัดการเรียนรู้ของครูนักปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
กรมวิชาการ. (2545) เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คู่มือ
การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
กรมวิชาการ. (ม.ป.ป.) ชุดฝึกอบรมวิทยากรหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ชุดที่15 เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน. กองการวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ.
กรมวิชาการ. (2545) เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว.
กรมวิชาการ. (2540) คู่มือพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่มาตรฐานการศึกษา การสอนที่เน้นนักเรียน
เป็นศูนย์กลาง.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
คม ทองพูล. (2536) รายงานวิจัยเรื่องการฝึกการแก้โจทย์ปัญหา โดยใช้โจทย์ปัญหา
แบบต่อเนื่อง ราชบุรี : หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2532) เทคโนโลยีการศึกษา ทฤษฎีและวิจัย กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
โอเดียนสโตร์.
ฐานียา คล้ายทอง. (2551) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องการเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติสุข สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3
ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ธีรชัย เนตรถนอมศักดิ์. (2550) การพัฒนาระบบการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาด้วยตนเอง
ในระดับประถมศึกษา ปริญญานิพนธ์ การศึกษาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.
รัชนี นามบัณฑิต. (2547) การประเมินหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเครือข่าย
สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์มหาบัฑิต
บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2536) เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ศุนย์ส่งเสริมวิชาการ.
ทิศนา แขมมณี. (2552) ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้
ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่10. กรุงเทพมหานคร : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์.
เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา. (2549) การออกแบบหน่วยการเรียน Backward Design. เอกสารระกอบ
การประชุมปฏิบัติการพัฒนาวิทยากรและโรงเรียนแกนนำในการออกแบบการคิดโดยใช้
เทคนิคการคิด Backward Design .
เศรษฐศักดิ์ หนูทอง. (2542) รายงานการวิจัยเรื่องการสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัติการ
คิดคำนวณ เรื่องการบวกและลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพชรบูรณ์ : หน่วยศึกษานิเทศก์
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์.
เศรษฐศักดิ์ หนูทอง. (2543) รายงานการศึกษาผลการใช้ชุดนิเทศทางไกลคณิตศาสตร์
สำเร็จรูปกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณของครูผู้สอน
กลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบูรณ์ : หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดเพชรบูรณ์.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550) แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สุวิทย์ มูลคำ. (2543) เรียนรู้สู่ครูมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์บริษัททีพี พริ้น จำกัด.
หรรษา นิลวิเชียร และคณะ. ( 2524) การผลิตบทเรียนสำเร็จรูปสไลด์ ปัตตานี :
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
อุมาพร หล่อสมฤดี. ( 2545) รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน ปริญญนิพนธ์ การศึกษาดุษฎี
บัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
Freestone,Melvin. (2007) Thinking for Understanding, A Practical Resouree for Teaching and
learning and Curriculum Development/ Melvin Freestone.
judy F. Carr,Douglas E.Harris. ( 2546) มาตรฐานสู่ความสำเร็จ หลักสูตร กรประเมินผล และ
แผนปฏิบัติการ แปลจาก Succeeding with Standards Linking Curriculum,Assesment,and
Action Planing. ผู้แปลนักแปลเครือข่ายของกรมวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว.
Prashnig Babara. ( 2006) Learning Styles in action. Network Continuum Education PO Box
635,Stafford,ST161BF.
Wiggins,Grant And Mc Tighe, Jay. (2005) Understanding by Design, Association for Supervision andCurriculum
Development. 1703 N. Beauregard St.Alexandria,Virginia USA.
18 – 20 พฤศจิกายน 2553
ข้าพเจ้า นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
ตำแหน่งทางวิชาการ ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
ตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
โทรศัพท์ที่ทำงาน 056 – 721564 ต่อ 22
โทรสาร 056 - 737075
โทรศัพท์มือถือ 0850529764
อีเมล์ sornor.sakthong@gmail.com
ชื่อบทความ การสร้างและพัฒนาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้
คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
The Construction and Development of Guide for Doing Unit Plan
According to the core Curriculum BE 2551 for Pratomsuksa 3
Mathematics Teachers in Phetchabun Primary Education Office
Area 1
การสร้างและพัฒนาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
นายเศรษฐศักดิ์ หนูทอง
Mr. settasak Noothong
ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ศึกษาประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ศึกษาความรู้ เข้าใจ ของครูผู้สอนจากการศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูผู้สอน กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 คน และนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 96 คน ที่อยู่ในโรงเรียนบ้านนา โรงเรียนบ้านนางั่ว โรงเรียนบ้านโตก โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง
( Purposive Sampling ) เครื่องมือที่ใช้คือ คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ แบบทดสอบก่อนและหลัง การศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แบบแผนการวิจัย เป็นรูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design โดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าเฉลี่ย t – test แบบ Dependent Sample
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพ คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพ 85.45/82.42 อยู่ใน
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
2. ความรู้ เข้าใจ ของครูผู้สอนจากการศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนศึกษาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้อย่างมีระดับนัยสำคัญที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน
ที่กำหนดไว้
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทุกรายการอยู่ในระดับดีมาก และดี ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
The Construction and Development of Guide for Doing Unit Plan According to the core Curriculum BE 2551 for Pratomsuksa 3 Mathematics Teachers in Phetchabun Primary Education Office Area 1
Mr. settasak Noothong
Phetchabun Primary Education Office Area 1
Abstract
The purposes of this study were to construct guide for doing unit plan
to study teachers’ knowledge and understanding guide for doing unit plan, to study pratomsusa 3 students’ achievement and to study students’ satisfaction towards the instruction of unit plan : time of pratomsuksa 3.
The sample of this study were 15 pratomsuksa 3 mathematics teachers and 96 pratomsuksa 3 students in Banna school, Banna – ngua school, Bantok school and Ban Phoe – tong school. The samples were purposively sampled . The instruments using in this study were the guide for doing unit plan, pretest and posttest exams, unit plan : time, achievement test and questionaire for measuring students satisfaction towards pratomsuksa 3 unit plan : time. Research pattern was one group pretest – posttest design. The satistics used in this study were percentage, mean, standard diviation and t – test dependent.
The results of this research indicated that :
1. The efficiency of the guide for unit plan was 80/80 standard criteria concording the hypothesis.
2. The teachers’ knowledge and understanding from studying guide for doing unit plan was at the .01 significant level, concording the hypothesis.
3. The students learning achievement after learning the pratomsuksa 3 unit plan : time, was higher than before learning at the .01 statistical significant concording the hypothsis.
4. All of students’ satistaction items forwards the instruction of pratomsuksa 3 unit plan : time, were at the level of good and very good, concording the hypothesis.
บทนำ /Introduction
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้เป็นแกนกลางของหลักสูตรสถานศึกษา และโรงเรียนได้นำไปปรับให้เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และโรงเรียนมีหน้าที่ในการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในระดับชั้นเรียนต่อไป ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ให้ทุกชั้นเรียนของทุกโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับประถมศึกษาโดยเริ่มใช้ในปีการศึกษา 253 เป็นต้นไป กอร์ปกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ได้ดำเนินการให้โรงเรียนในสังกัด ดำเนินการใช้หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ และได้ประกาศใช้ทั้งในโรงเรียนนำร่อง ประกอบด้วยโรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตร และโรงเรียนพร้อมใช้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 และโรงเรียนทั่วไป ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 และเพื่อให้การดำเนินงานนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นเรียนได้อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพ จึงได้จัดทำคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้ในระดับชั้นเรียนของโรงเรียนต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย/AIMS
1. เพื่อสร้างคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
3. เพื่อศึกษาความรู้ เข้าใจ ของครูผู้สอนจากการศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
4. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
5. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
อุปกรณ์และวิธีการดำเนินการวิจัย / Materials and methods
อุปกรณ์ (Materials)
1. คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
2. แบบทดสอบก่อน – หลัง การศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
3. หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
5. แบบทดสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย (Methods)
วิธีดำเนินการทดลองของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ตามกรอบแนวคิดในการสร้างและพัฒนา การทดลองใช้ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของการนำหลักสูตรไปใช้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ของครูผู้สอนในระดับประถมศึกษา พบว่า สภาพปัญหาการนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นเรียน ครูผู้สอนยังมีปัญหาในกระบวนการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ยังไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจน ในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ จึงได้ทำ คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือครูผู้สอนได้รู้และเข้าใจในกระบวนการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สามารถจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และสามารถนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอนในระดับชั้นเรียนได้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาสภาพการนำหลักสูตรไปใช้ในระดับชั้นเรียน
ระยะที่ 2 กำหนดแนวทางการพัฒนา โดยวิจัยนำร่องโครงการวิจัยเรื่องการสร้างและพัฒนา คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับครูผู้สอน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ดังนี้
ดำเนินการสร้างเครื่องมือ ได้แก่
1. คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
2. แบบทดสอบวัดความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดทำหน่วยการเรียนรู้
3. หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องเวลา วิชาคณิตศาสตร์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
5. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนจากหน่วยการ
เรียนรู้เรื่องเวลา
ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) คู่มือการการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2) หน่วยการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องเวลา วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความรู้ ความเข้าใจของครูผู้สอนเกี่ยวกับการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อ การจัดการเรียนการสอนจากหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ในด้านความเที่ยงตรง และความสอดคล้อง โดยผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ตรวจสอบ
ระยะที่ 4 วิธีดำเนินการทดลอง มีขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนในการดำเนินการทดลอง
1. กำหนดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 คน ที่เป็นกลุ่มทดลองการใช้คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และเมื่อได้จัดทำหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้นำไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 96 คน ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
2. เตรียมการทดลอง โดยแจ้งกลุ่มตัวอย่าง เข้ารับการฝึกอบรมตามกระบวนการ
ทดลองการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 9 – 13 สิงหาคม 2553
3. ดำเนินการทดลองขั้นที่ 1 กับครูผู้สอนที่เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจ และสามารถจัดทำหน่วยการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 1 หน่วยการเรียนรู้ และได้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้รูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design
4. ดำเนินการทดลองขั้นที่ 2 กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยได้นำหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ไปใช้กับนักเรียน เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเวลาของนักเรียน และความพึงพอใจต่อการเรียนการสอนจากหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ได้นำไปใช้ทดลองกับนักเรียนในโรงเรียน 4 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนบ้านนา นักเรียน จำนวน 12 คน โรงเรียนบ้านนางั่ว นักเรียน จำนวน 46 คน โรงเรียนบ้านโตก นักเรียน จำนวน 27 คน โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง นักเรียน จำนวน 11 คน รวมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้งหมด จำนวน 96 คน โดยใช้รูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างได้กำหนดเป็นกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าประกอบด้วย ครูผู้สอน กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 15 คน และนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังเรียนอยู่ในปีการศึกษา 2553 จำนวน 96 คน ซึ่งเป็นนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนบ้านนา โรงเรียนบ้านนางั่ว โรงเรียนบ้านโพธิ์ทอง โรงเรียนบ้านโตก
รูปแบบการทดลอง
การทดลองครั้งนี้ใช้รูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design ของล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2536)
ตาราง 1 แสดงรูปแบบการทดลอง One – Group Pretest – Posttest Design
สัญลักษณ์ที่ใช้รูปแบบการทดลอง
แทน การทดสอบก่อนทดลอง
แทน การทดสอบหลังทดลอง
แทน การจัดกระทำกับกลุ่มทดลอง
ครูผู้สอน โดยให้การอบรมศึกษาเอกสารคู่มือ
การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ
และประสิทธิภาพของคู่มือ และการสร้างหน่วยการเรียนรู้
นักเรียน โดยได้เรียนรู้ จากหน่วยการเรียนรู้ที่ได้จัดสร้างขึ้น
เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียน
การสอนจากหน่วยการเรียนรู้
ระยะเวลาการทดลอง
ดำเนินการทดลองขั้นที่ 1 การนำไปใช้ของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ โดยฝึกอบรมครูผู้สอนคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 9 – 13 สิงหาคม 2553 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และจัดทำหน่วยการเรียนรู้ และได้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ดำเนินการทดลอง ขั้นที่ 2 การนำไปใช้ของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างวันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2553 ถึง วันที่ 3 กันยายน 2553 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา
เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง
เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองในขั้นที่ 1 ที่บรรจุไว้ในคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ 1) หลักการ แนวคิดและจุดเน้นการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) การจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 3) การออกแบบและจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2553
เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองในขั้นที่ 2 ที่บรรจุไว้ในหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1) การบอกเวลาเป็นนาฬิกาและนาที (ช่วง 5 นาที) 2) การเขียนบอกเวลาโดยใช้จุดและการอ่าน 3) ความสัมพันธ์ของหน่วยเวลา (นาทีกับชั่วโมง ชั่วโมงกับวัน วันกับสัปดาห์ วันกับเดือน เดือนกับปี วันกับปี) 4) โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเวลา 5) การอ่านและเขียนบันทึกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่ระบุเวลา
ผลการวิจัย/Results
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
1. ประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 พบว่า คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่กำหนด
2. ความรู้ เข้าใจของครูผู้สอน หลังศึกษาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษา 3 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า อยู่ในระดับดีมาก จำนวน 14 รายการ และระดับมาก จำนวน 6 รายการ จากทั้งหมด 20 รายการ ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานกำหนดไว้
สรุปและการอภิปรายผล/Conclusions and Discussion
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาผลการทดลอง โดยใช้คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งสรุปและอภิปรายผล ดังนี้
1. ประสิทธิภาพคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีกระบวนการสร้างและพัฒนาที่เป็นระบบซึ่งสอดคล้องตามข้อเสนอแนะการสร้างและนวัตกรรม ซึ่ง คม ทองพูล (2536) ได้เสนอแนะไว้ว่า ในลักษณะการสร้างนวัตกรรมนั้น ควรแบ่งออกเป็นขั้นตอนใหญ่ 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 วางแผน ขั้นที่ 2 ดำเนินการผลิต ขั้นที่ 3 ทดสอบและประเมินผล และสอดคล้องข้อเสนอแนะของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ (2535) ได้เสนอแนะไว้ว่า กระบวนการสร้างสื่อที่มีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการ 8 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาและวิเคราะห์เนื้อหาที่จะบรรจุไว้ในสื่อ 2) กำหนดเนื้อหาและลักษณะสื่อ 3) กำหนดโครงสร้างและองค์ประกอบของสื่อ เน้นความต่อเนื่องและลำดับ
การเรียนรู้ของเนื้อหา 4) ดำเนินการสร้าง 5) ตรวจสอบด้านเนื้อหาและรูปของสื่อ 6) ปรับปรุงพัฒนาโดยนำไปทดลองทั้งเป็นรายบุคคลลุกลุ่มย่อย 7) จัดพิมพ์ 8) นำไปทดลองใช้ จากข้อเสนอแนะดังกล่าว เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้นำกระบวนการการสร้างและพัฒนาไปใช้เป็นขั้นตอนการปฏิบัติ และดำเนินการสร้าง พัฒนาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ 1) ศึกษารูปแบบการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 2) กำหนด เนื้อหาสาระ จัดลำดับเนื้อหา และลักษณะของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 3) สร้างคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 4) ตรวจสอบด้านเนื้อหาและรูปแบบของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ 5) ปรับปรุงและพัฒนา 6) จัดพิมพ์ 7) การนำไปใช้และทดลองภาคสนาม จากการปฏิบัติตามขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้จึงทำให้คู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ประการที่สอง เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีขั้นตอนการปรับปรุงและพัฒนา โดยนำคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ไปทดลองใช้กับครูผู้สอนที่เป็นรายบุคคล และกลุ่มย่อย มีข้อมูลซึ่งเป็นผลจากการทดลองใช้มาปรับปรุงในเนื้อหาสาระและการนำเสนอของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ ภาษา ถ้อยคำ รูป แผนภูมิ ขั้นตอน ลำดับการนำเสนอเนื้อหาสาระ ขั้นการศึกษาเอกสาร ความซับซ้อนและจัดลำดับเนื้อหา โดยปรับให้สอดคล้องกับการนำไปใช้กับครูผู้สอนเป็นสำคัญ และได้เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ประการที่สาม เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีรูปแบบการศึกษาเอกสาร ตามโครงสร้างองค์ประกอบของคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) ศึกษาแนวคิด 2) ศึกษาวัตถุประสงค์ 3) ศึกษาเนื้อหาสาระในหน่วยเนื้อตามที่กำหนดไว้เป็นตอนๆ ซึ่งกำหนดให้ศึกษาเป็นรายบุคคลและจับคู่หรือเป็นกลุ่มสนทนาซักถามซึ่งและกัน ตามประเด็นข้อคำถามของแบบฝึกทักษะ 4) ศึกษาสรุปบทเรียน 5) ทำแบบฝึกทักษะ และตรวจเฉลยด้วยตนเองพร้อมประเมินสภาพความสำเร็จของการศึกษาของแต่ละตอน จึงทำให้เอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. ความรู้ เข้าใจของครูผู้สอน หลังศึกษาเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สูงกว่าก่อนศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับ ฐานียา คล้ายทอง (2551) ได้ทำวิจัยเรื่องการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องการเสริมสร้างความสนามฉันท์และสันติสุข สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนา เขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3 ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสุงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ เศรษฐศักดิ์ หนูทอง (2543) ได้ทำวิจัยเรื่องผลการใช้ชุดนิเทศทางไกลคณิตศาสตร์สำเร็จรูป กิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณของครูผู้สอน กลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนจากการศึกษาชุดนิเทศทางไกลคณิตศาสตร์สำเร็จรูปของครูผู้สอนคณิตศาสตร์สูงกว่าศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง สาระความรู้ที่บรรจุไว้ในเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ได้แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ และเป็นกลุ่มย่อยๆ และจัดลำดับเนื้อหาที่มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน ทำให้ง่ายต่อการศึกษา และเกิดการเรียนรู้ได้ดี ซึ่งหรรษา นิลวิเชียร และคณะ (2524) ได้กล่าวถึงลักษณะบทเรียนสำเร็จรูปที่ดีนั้นควรมีลำดับขั้นทีละเล็กทีละน้อยและเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี จึงทำให้คะแนนหลังศึกษาสุงกว่าก่อนศึกษาคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
ประการที่สอง สาระความรู้ที่บรรจุไว้ในเอกสารคู่มือการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ สามารถทำให้เกิดแนวคิดที่ได้จากการศึกษาได้จริง จึงทำให้คะแนนหลังศึกษาสูงกว่าศึกษาคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
ประการที่สาม ลักษณะการเรียนรู้ในเอกสารคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ นั้นเป็นการศึกษารายบุคคล ซึ่งมีการทดสอบก่อนศึกษา ศึกษาแนวคิด วัตถุประสงค์ และเนื้อหาสาระในเอกสาร สรุปบทเรียนและทำแบบฝึกทักษะ และประเมินตนเอง และมีการสนทนากลุ่มตามประเด็นที่กำหนดในแบบฝึกทักษะ และเป็นกลุ่มทำกิจกรรมฝึกทักษะปฏิบัติสร้างชิ้นงาน เป็นขั้นตอนการสร้างหน่วยการเรียนรู้ มีกิจกรรมทักษะปฏิบัติที่ 1 – 6 ประกอบด้วย กิจกรรมที่ 1 จัดทำโครงสร้างรายวิชา กิจกรรมที่ 2 วิเคราะห์แกนความรู้/ความคิดหลักกับกลุ่มตัวชี้วัด ตามโครงสร้างรายวิชา กิจกรรมที่ 3 วิเคราะห์ตามตัวชี้วัดว่าผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้ เพื่อกำหนดเป็นความคิดและสาระสำคัญ/ความคิดรวบยอดของหน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 4 วิเคราะห์ตามตัวชี้วัดว่าผู้เรียนรู้อะไรและทำอะไรได้และนำไปสู่สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมที่ 5 การวางแผนจัดทำหน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 6 การจัดทำหน่วยการเรียนรู้ หลังจากนั้นจึงได้ทดสอบหลังศึกษาเอกสารคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ทำให้ครูผู้สอนได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติจริงการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ ทำให้ครูผู้สอนมีโอกาสศึกษาย้อนกลับไป – กลับมา ในขณะจับคู่สนทนา และจัดทำหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเพิ่มความกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้นจนสามารถจัดทำชิ้นงานเป็นหน่วยการเรียนรู้ได้ และ สอดคล้องกับ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533) ได้กล่าวว่า หลักการเรียนรู้บทเรียนสำเร็จรูป จะเริ่มนำเสนอให้ผู้เรียนปะทะกับสิ่งเร้าอันได้แก่ พวกมวลความรู้ และมีการถามเพื่อให้ตอบสนองจากผู้เรียนในการเรียนรู้นั้นๆ ว่าผู้เรียนมีการเรียนรู้จากสิ่งเร้าแล้วหรือยัง ซึ่งจะได้จากการทดลองตอบสนองที่ถูกต้องว่ามีการเรียนรู้แล้ว ถ้าตอบผิดแสดงว่าการเรียนรู้ยังไม่บรรจุผล ลักษณะแบบนี้ยืนยันผลแห่งความรู้ หรือข้อมูลย้อนกลับ ซึ่ง จะเป็น การจัดลำดับ บทเรียน หรือสิ่งเร้านั้น จากง่ายไปหายาก เป็นมวลความรู้ย่อยๆ ต่อกันไปเรื่อยๆ จนจบมวลประสบการณ์ที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้นั่นเอง ด้วยลักษณะดังกล่าว จึงทำให้คะแนนหลักศึกษาเอกสารคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้สุงกว่าศึกษาคู่มือจัดทำหน่วยการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังเรียนจากการใช้หน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษา 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฐานียา คล้ายทอง (2551) ได้ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องการเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติสุข สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนา เขตพื้นที่การศึกษาสงขาล เขต 3 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนหลักสูตรท้องถิ่นกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องการเสริมความสมานฉันท์และสันติสุขสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และงานวิจัยของ เศรษฐศักดิ์ หนูทอง (2542) ได้ทำวิจัยเรื่อง การสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณ เรื่องการบวกและลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งเรื่องการบวกและลบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง กิจกรรมในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ได้มีกระบวนการคิดแก้ปัญหาที่มีรูปแบบและแบบแผนการแก้ปัญหา ตามขั้นตอนการคิดแก้ปัญหา และมีลำดับขั้นตอนตามเนื้อหาสาระที่ถูกต้องเหมาะสมการจัดลำดับเนื้อการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับสถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตามคู่มือครูคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ประการที่สอง การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งนำไปใช้จัดทำเป็นแผนการจัดการเรียนรู้มีเป้าหมายที่ชัดเจน เป็นไปตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ตามผลการวิเคราะห์ตามโครงสร้างรายวิชาเพื่อนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์ว่าผู้เรียนรู้อะไร ทำอะไร ของตัวชี้วัดแต่ละตัว ไปสู่กิจกรรมการเรียนรู้และปฏิบัติการสร้างชิ้นงานของแต่ละบทเรียน และจัดบทเรียนเป็นไปตามลำดับเนื้อหาการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี จากลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ประการที่สาม กิจกรรมการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนย่อยๆและต่อเนื่องสัมพันธ์กันตลอด ประกอบด้วย 5 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 ส่วนประกอบของนาฬิกา กิจกรรมที่ 2 การบอกเวลาจากหน้าปัดนาฬิกา กิจกรรมที่ 3 การอ่าน/เขียนเวลา กิจกรรมที่ 4 การบันทึกเหตุการณ์ กิจกรรมที่ 5 ความสัมพันธ์ของหน่วยเวลา จึงทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้ และไม่สับสนในการคิดแก้ปัญหาและง่ายต่อการทำความเข้าใจ จากลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับที่ระดับ .01
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของหน่วยการเรียนรู้ เรื่องเวลา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า อยู่ในระดับดีมาก จำนวน 14 รายการ และระดับมาก จำนวน 6 รายการ จากทั้งหมด 20 รายการ ซึ่งเป็นไปตามสมติฐานกำหนดไว้
จากผลการทดลองดังกล่าว อาจจะมาจากสาเหตุ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง อาจเป็นเพราะว่าครูผู้สอนเป็นผู้วิเคราะห์และจัดทำหน่วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง สามารถจัดลำดับเนื้อหาประกอบการสอนได้อย่างเป็นขั้นตอนเนื่องอย่างดี และทำให้มองเห็นภาพการเรียนการสอนตลอดแนว ส่งผลให้ครูผู้สอนมีความตั้งใจ กระตือรือร้น และมีอารมณ์ที่ดี การนำเสนอภาษาถ้อยคำทางคณิตศาสตร์ เหมาะสม เป้นอย่างดี จึงทำให้นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุดและมาก เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
ประการที่สอง อาจเป็นเพราะว่า ด้านเรียนการสอนในหน่วยการเรียนรู้เรื่องเวลา ครูผู้สอน มีเทคนิค วิธีการ ในด้านการถ่ายทอดเนื้อหาสาระ การจัดลำดับ ขั้นตอนเนื้อหา เป็นอย่างดี ทำง่ายต่อการเรียนรู้ รวมทั้งกำหนดให้นักเรียนได้เรียนรู้ในเรื่องเวลา ฝึกปฏิบัติจริงการเวลา ส่งผลให้นักเรียนมีความสำเร็จในการเรียนเป้นอย่างดี จึงทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและมาก เป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
ประการที่สาม อาจเป็นเพราะว่า บรรยากาศการเรียนการสอน ครูผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวครูผู้สอน และนักเรียนกับนักเรียน ที่เอื้อกูลส่งผลการเรียนรู้ร่วมกันเป็นอย่างดี และกิจกรรมการเรียนครูผู้สอนให้นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติมในบทเรียน ส่งผลให้นักเรียนพึงพอใจ จึงทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและมากเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
ประการที่สี่ อาจเป็นเพราะว่า สื่อ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนรู้ในครั้งนี้ ครูผู้สอนได้นำมาใช้ประกอบเป็นสื่ออุปกรณ์ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อให้นักเรียนได้เรียนรู้ และลงมือปฏิบัติได้จริงมีความสนุกสนานเกี่ยวกับการเรียนเรื่องของเวลา และสอดคล้องกับชีวิตจริงของนักเรียน จึงทำให้นักเรียนเกิดความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดและมากเป็นไปตามสมมติฐานที่กำหนดไว้
เอกสารอ้างอิง/References
การประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์. (2535). การพัฒนาและผลการใช้ชุดนิเทศทางไกล
คณิตศาสตร์สำเร็จรูป เพชรบูรณ์ : หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดเพชรบูรณ์.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2552) เอกสารประกอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม
สหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย จำกัด.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2549) เอกสารแนวทางการดำเนินงานปฏิรูปการเรียนการสอน
ตามเจตนารมณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ"2549"ปีแห่งการปฏิรูปการเรียนการสอน
แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2547) เรียนรู้บูรณาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
กระทรวงศึกษาธิการ. สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน. (2548) การจัดการเรียนรู้ของครูนักปฏิรูป. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
กรมวิชาการ. (2545) เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คู่มือ
การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม.
กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.).
กรมวิชาการ. (ม.ป.ป.) ชุดฝึกอบรมวิทยากรหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ชุดที่15 เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน. กองการวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ.
กรมวิชาการ. (2545) เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
วิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว.
กรมวิชาการ. (2540) คู่มือพัฒนาโรงเรียนเข้าสู่มาตรฐานการศึกษา การสอนที่เน้นนักเรียน
เป็นศูนย์กลาง.กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
คม ทองพูล. (2536) รายงานวิจัยเรื่องการฝึกการแก้โจทย์ปัญหา โดยใช้โจทย์ปัญหา
แบบต่อเนื่อง ราชบุรี : หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดราชบุรี.
ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2532) เทคโนโลยีการศึกษา ทฤษฎีและวิจัย กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
โอเดียนสโตร์.
ฐานียา คล้ายทอง. (2551) การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องการเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติสุข สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านนา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เขต 3
ปริญญานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ธีรชัย เนตรถนอมศักดิ์. (2550) การพัฒนาระบบการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาด้วยตนเอง
ในระดับประถมศึกษา ปริญญานิพนธ์ การศึกษาดุษฎีบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.
รัชนี นามบัณฑิต. (2547) การประเมินหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนเครือข่าย
สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์มหาบัฑิต
บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย.
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2536) เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ศุนย์ส่งเสริมวิชาการ.
ทิศนา แขมมณี. (2552) ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้
ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่10. กรุงเทพมหานคร : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์.
เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา. (2549) การออกแบบหน่วยการเรียน Backward Design. เอกสารระกอบ
การประชุมปฏิบัติการพัฒนาวิทยากรและโรงเรียนแกนนำในการออกแบบการคิดโดยใช้
เทคนิคการคิด Backward Design .
เศรษฐศักดิ์ หนูทอง. (2542) รายงานการวิจัยเรื่องการสร้างและพัฒนาชุดฝึกทักษะปฏิบัติการ
คิดคำนวณ เรื่องการบวกและลบ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เพชรบูรณ์ : หน่วยศึกษานิเทศก์
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเพชรบูรณ์.
เศรษฐศักดิ์ หนูทอง. (2543) รายงานการศึกษาผลการใช้ชุดนิเทศทางไกลคณิตศาสตร์
สำเร็จรูปกิจกรรมการเรียนการสอนชุดฝึกทักษะปฏิบัติการคิดคำนวณของครูผู้สอน
กลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดเพชรบูรณ์ เพชรบูรณ์ : หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษา
จังหวัดเพชรบูรณ์.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2550) แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สุวิทย์ มูลคำ. (2543) เรียนรู้สู่ครูมืออาชีพ. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์บริษัททีพี พริ้น จำกัด.
หรรษา นิลวิเชียร และคณะ. ( 2524) การผลิตบทเรียนสำเร็จรูปสไลด์ ปัตตานี :
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
อุมาพร หล่อสมฤดี. ( 2545) รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรโรงเรียน ปริญญนิพนธ์ การศึกษาดุษฎี
บัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
Freestone,Melvin. (2007) Thinking for Understanding, A Practical Resouree for Teaching and
learning and Curriculum Development/ Melvin Freestone.
judy F. Carr,Douglas E.Harris. ( 2546) มาตรฐานสู่ความสำเร็จ หลักสูตร กรประเมินผล และ
แผนปฏิบัติการ แปลจาก Succeeding with Standards Linking Curriculum,Assesment,and
Action Planing. ผู้แปลนักแปลเครือข่ายของกรมวิชาการ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภา
ลาดพร้าว.
Prashnig Babara. ( 2006) Learning Styles in action. Network Continuum Education PO Box
635,Stafford,ST161BF.
Wiggins,Grant And Mc Tighe, Jay. (2005) Understanding by Design, Association for Supervision andCurriculum
Development. 1703 N. Beauregard St.Alexandria,Virginia USA.
การคิดขั้นต้น
ก่อนที่เด็กจะคิดได้ ต้องมีข้อมูล เก้บรวบรวมข้อมูล แล้วนนำข้อมูลมาจัดกระทำเป็นขั้นของการเริ่มต้นการคิดแล้ว ระดับการคิดมีหลายระดับ ในที่นี้นำเสนอการคิดขั้นพื้นฐานก่อน ได้แก่ การเรียงลำดับ การเปรียบเทียบ การจำแนก การจัดกลุ่ม การจัดประเภท การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การหาความสัมพันธ์ การสร้างข้อสรุปที่มีดหตุผล
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)